1. ครอบครัว
จริงๆ ก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้ปิดบังอะไร เพียงแต่อาจจะไม่ได้เคยเขียนลงบล็อก ครอบครัวผมเป็นครอบครัวขนาด 4 คน ก็คือพ่อ แม่ และลูกสองคน พ่อจบบัญชีธรรมศาสตร์ แม่จบบัญชีจุฬา ผมจบวิศวะคอมพิวเตอร์ ม.เกษตร ส่วนน้องชายซึ่งห่างจากผม 6 ปี กำลังจะจบ ICT มหิดล ครอบครัวนี้เลยมี 4 มหาวิทยาลัยรัฐชื่อดังของประเทศ
2. อาชีพที่ใฝ่ฝันในวัยเด็ก
ตอนเด็กๆ เวลาไปหาหมอฟัน แล้วหมอเอาฟลูออไรด์รสเปรี้ยวๆ หวานๆ มาครอบฟันให้ ผมก็รู้สึกว่าหมอฟันนี่ดีจังนะ มานั่งทำฟันให้เด็กๆ ดูน่าสนุกดี (ตรงไหนฟะ) แถมทำฟันแป๊บเดียวได้เงินไปตั้งเยอะ ท่าทางรวยง่ายดี ก็เลยคิดว่าโตขึ้นอยากเป็นหมอฟันบ้าง
ต่อมาตอน ป.5 ปีนั้นเป็นปีที่เรียนดีเป็นพิเศษจนได้ใบเซอร์ (certificate) จากโรงเรียน ก่อนจะมีพิธีมอบ ทางโรงเรียนจะมีใบให้นักเรียนที่ได้เซอร์กรอกเกี่ยวกับประวัติของตัวเอง ซึ่งในใบนั้นมีช่องหนึ่งที่เขียนว่า "โตขึ้นอยากทำอาชีพอะไร" ตอนนั้นผมไม่อยากเป็นหมอฟันแล้วครับ เพราะเริ่มโตจนรู้แล้วว่าการนั่งดม+แคะขี้ฟันคนอื่นคงไม่สนุกนัก แถมต้องใส่ผ้าปิดจมูกไว้ตลอด ท่าทางอึดอัดน่าดู แต่ผมมีความฝันใหม่ คือผมดูรายการเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ทางโทรทัศน์ แล้วเค้ามีการทดลองทางเคมีที่เอาสารนั่นผสมเข้าไปในสารนี่ (คล้ายๆ Mega Clever) ก็เลยนึกสนุก อยากเป็นนักเคมีบ้าง แต่ตอนนั้นไม่รู้จักคำว่านักเคมี รู้จักแต่นักวิทยาศาสตร์ และคิดว่านักวิทยาศาสตร์คือคนที่ทำอาชีพเอาสารเคมีผสมกันให้ออกมาเป็นสารใหม่ (ตอนนั้นไม่รู้จักอาชีพวิศวกรด้วย เห็นเพื่อนที่ได้เซอร์คนอื่นเขียนว่าโตขึ้นอยากเป็นวิศวกร ผมก็งงว่ามันมีอาชีพแบบนี้อยู่ในโลกด้วยเหรอ ว่าแต่อาชีพนี้มันทำอะไรฟะ ที่ไหนได้ สุดท้ายโตขึ้นมาก็เป็นวิศวกรจริงๆ) พอตอน ป.6 ช่วงซัมเมอร์ ซึ่งจะมีเรียนช่วงเช้า ส่วนช่วงบ่ายเป็นกิจกรรมที่เราเลือกได้ ตอนนั้นผมเลือกกิจกรรมวิทยาศาสตร์ ได้มีโอกาสเข้าห้องทดลองเพื่อผสมสารเคมีจริงๆ ได้ทดลองทำสบู่จริงๆ และพบว่าประสบความล้มเหลว สบู่ไม่จับตัวเป็นก้อน หลังจากนั้นก็เลิกคิดที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์อีกเลย
พอช่วง ม.ต้น พ่อส่งไปเรียนคอมพิวเตอร์ สมัยนั้นที่ดังๆ ก็คือ Siam กับ BCC (สมัยนี้คงต้อง Net Design) วิชาแรกที่เรียนคือ GW-BASIC เป็นภาษาโปรแกรมแบบหนึ่ง ต่อมาก็ได้เรียน DBase, Turbo Pascal, C การที่พ่อส่งไปเรียนก็เพราะพ่อเป็นคนวางระบบคอมพิวเตอร์ทางบัญชีให้กับบริษัท และเล็งเห็นความสำคัญของคอมพิวเตอร์ในอนาคต ผมก็เลยโชคดีได้เรียนรู้คอมพิวเตอร์ตั้งแต่เด็กๆ ช่วงนั้นสนุกมากกับการเขียนโปรแกรม ผมทำโปรแกรมสำหรับเล่นดนตรี (พอดีว่าแม่ส่งไปเรียนอิเล็คโทนด้วย เลยพอมีความรู้พื้นฐานทางดนตรี - พ่อแม่บ้านนี้สมัยนิยมมากเลยนะ ส่งลูกไปเรียนนู่นนี่นั่นเต็มไปหมด) ทำโปรแกรมเกมแบบง่ายๆ รวมถึงเขียนไวรัสแล้วเอาไปแกล้งเพื่อน ความฝันในตอนนั้นคือโตขึ้นอยากเป็นโปรแกรมเมอร์เขียนเกมครับ ซึ่งในเวลาต่อมาที่เข้ามหาลัยแล้ว ก็ได้เขียนเกมจริงๆ แต่เป็นเกมแนว logic ที่เขียนโดยใช้ภาษา JavaScript อย่างเช่น
- เกม Memory Block ที่ต้องเปิดการ์ดที่คว่ำอยู่เพื่อจับคู่ให้เหมือนกัน ถ้าไม่เหมือนกันก็ต้องคว่ำการ์ดกลับแล้วเปิดใหม่ เกมนี้เขียนไม่ยาก ไม่มี logic อะไรซับซ้อนมากนัก
- เกม Puzzle แบบที่มีชิ้นส่วน 15 ชิ้นในตาราง 16 ช่อง ซึ่งชิ้นส่วนทุกชิ้นมีส่วนของรูปภาพติดอยู่ และชิ้นส่วนจะถูกสลับตำแหน่งกัน คนเล่นมีหน้าที่เลื่อนชิ้นส่วนเพื่อให้ประกอบกันเป็นรูปภาพที่ถูกต้อง ตอนที่เขียนเกมนี้มีปัญหาเรื่อง logic ให้ต้อง debug กันพอสมควร คือเราไม่สามารถใช้วิธี random ตำแหน่งของชิ้นส่วนตอนเริ่มเกมได้ครับ เพราะมันจะมีบางกรณีที่ชิ้นส่วนไม่สามารถประกอบกันเป็นรูปที่ถูกต้องได้เลย จะเหลือสองชิ้นสุดท้ายที่ยังไงก็ไม่มีทางจัดวางให้ถูกต้องได้ ผมเลยต้องแก้ algorithm ด้วยการเขียนให้เปิดเกมด้วยวิธี random การเลื่อนของชิ้นส่วน จากรูปภาพที่สมบูรณ์ให้เป็นรูปภาพที่มั่วซั่ว แทนที่จะ random ตำแหน่งของชิ้นส่วนแบบมั่วๆ เลย
- เกม Diamond Chain เกมนี้สนุกมาก ในยุคนั้นจะมีเกมสุดฮิตอยู่เกมนึง ผู้เล่นสองฝ่ายจะต้องพยายามเรียงเพชรที่ตกลงมาครั้งละ 3 เม็ดให้มีสีเดียวกันอยู่ในบริเวณเดียวกัน ยิ่งเพชรสีเดียวกันเกาะกลุ่มกันมากเท่าไหร่ ผู้เล่นสามารถระเบิดกลุ่มเพชรเพื่อสร้างปัญหาให้กับผู้เล่นอีกคนได้มากเท่านั้น แต่เกมนี้เขียนยากมากสำหรับผมและภาษา JavaScript เพราะ logic มันซับซ้อน ผมก็เลยเขียนง่ายๆ ด้วยการเปลี่ยนกติกาเป็นเล่นคนเดียว และใช้ logic เพชรสีเดียวกันเรียงกันเป็นเส้นตรงในแนวตั้งหรือแนวนอน 3 เม็ดขึ้นไป เพชรที่อยู่ในแนวนั้นก็จะระเบิด และเพชรที่กองอยู่ข้างบนแต่ไม่ระเบิดจะเลื่อนลงมาแทน ลักษณะของ logic จะเหมือนกับ Bejeweled อันโด่งดังเมื่อ 3-4 ปีก่อน แต่การบังคับเกมจะเหมือนกับ Tetris ที่มีบล็อกค่อยๆ หล่นลงมาจากข้างบน
การที่ผมเขียนเกมพวกนี้ขึ้นมาก็เพราะตอนนั้นอยากฝึกเขียน JavaScript และบังเอิญไปเจอเว็บที่เขียนเกมโดยใช้ JavaScript เข้า ก็เลยลองแกะโค้ดศึกษาดู และลองฝึกเขียนเกมด้วยตัวเองให้ได้ พอเขียนเสร็จแล้วก็ส่งไปให้คอลัมนิสต์ในนิตยสารคอมพิวเตอร์ท่านหนึ่งช่วยเขียนโปรโมทให้ ซึ่งผมจำชื่อท่านได้ดีว่าคือคุณศรัณย์ ไมตรีเวช และผมได้รู้จักท่านนี้ในหลายปีต่อมาในนามปากกาว่า "ดังตฤณ"
หลังจากที่เขียนเกม JavaScript ได้แล้ว ผมก็ไม่ได้อยากเป็นโปรแกรมเมอร์เขียนเกมอีกแล้วครับ เพราะการเขียนเกมให้ดีต้องใช้ทักษะหลายอย่างมาก ต้องเก่งกราฟฟิก เก่งระบบควบคุมบังคับ เก่งเรื่องดนตรีประกอบ พอตอนปี 4 มีโอกาสได้เรียนวิชากราฟฟิก อาจารย์ให้ทำ Animation ส่ง ซึ่งกว่าจะทำออกมาแบบสั้นๆ ไม่กี่วินาทีได้ก็แทบรากเลือด ตอนนั้นปิดประตูความฝันที่จะเขียนเกมไปเลย
ขอย้อนกลับไปสมัย ม.3 ก่อนขึ้น ม.4 หน่อย ช่วงนั้นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ เพราะจะต้องตัดสินใจว่าจะเลือกเรียนสายวิทย์หรือสายศิลป์ ความสามารถทางการศึกษาของผมในตอนนั้นเพียงพอที่จะเรียนสายวิทย์ได้ แต่ในใจผมก็กลัวว่ามันจะยาก คิดอยากจะเรียนสายศิลป์คำนวณอยู่เหมือนกัน คืออยากเป็นที่หนึ่งในกลุ่มคนไม่เก่งมาก ขณะที่ไม่อยากเป็นที่โหล่ในกลุ่มคนเก่ง แต่สุดท้ายแม่ก็บอกว่าให้เรียนสายวิทย์ เพราะจะมีโอกาสเลือกคณะตอนเข้ามหาลัยได้มากกว่า เอาก็เอา
เวลาต่อมาพ่อก็อยากให้เรียนบัญชี จบมาจะได้มาสืบทอดต่อจากพ่อ แต่ผมเกลียดบัญชี ตอน ม.ต้น ถึงช่วงปิดเทอมซัมเมอร์ทีไร ผมต้องมานั่งพิมพ์ CU Word ซึ่งเป็นงบการเงินให้พ่อ เนื่องจากพ่อเป็นผู้สอบบัญชี ผมไม่เข้าใจเลยว่าอาชีพนักบัญชีมันสนุกยังไง วันๆ อยู่กับแฟ้มกองโตๆ ที่มีแต่ตัวเลขเต็มไปหมด นิ้วก็กดเครื่องคิดเลขยิกๆ มืออีกข้างถือไม้บรรทัดทาบบนสมุดเพื่อไม่ให้หลงบรรทัด ทำให้ตอน ม.5 ซึ่งนักเรียนสามารถเลือกได้ว่าจะเรียนวิชาชีววิทยาหรือบัญชี แต่ผมก็เลือกชีววิทยา ทั้งๆ ที่เป็นวิชาท่องจำที่ผมเกลียด ทั้งๆ ที่เป็นวิชาที่ตอน ม.4 ผมได้เกรด 1 มาทั้งสองเทอม สุดท้ายถึงตอนนี้แล้ว ผมไม่เคยได้ใช้วิชาชีววิทยาอีกเลยนับตั้งแต่ ม.5 เป็นต้นมา แต่ผมกลับต้องใช้วิชาบัญชีในการเรียน ป.โท ต้องมานั่งพยายามทำความเข้าใจกับเดบิตเครดิต แต่ก็ยังถือว่าโชคดีที่เคยช่วยพ่อพิมพ์รายงานงบการเงินมาก่อน ทำให้พอจะคุ้นๆ กับศัพท์แสงทางบัญชีอยู่บ้าง แต่ที่สำคัญคือผมเพิ่งจะรู้ว่าวิชาบัญชีคือพื้นฐานของความร่ำรวยเลย ส่วนชีววิทยาเนี่ย ถ้าไม่ใช่หมอก็คงรวยยาก
ย้อนกลับมาอีกนิดนึง ตอนที่เข้า ม.4 ใหม่ๆ ในวิชาแนะแนว ครูให้กรอกแบบสอบถาม ซึ่งก็ถามอีกแล้วว่าจบไปอยากทำอาชีพอะไร ตอนนั้นผมคลั่งไคล้ Bill Gates มาก ก็เลยเขียนไปว่า "อยากเป็น CEO บริษัทคอมพิวเตอร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก" คือไม่รู้หรอกว่ามันยากแค่ไหนถึงจะเป็นแบบนั้นได้ แต่ขอฝันใหญ่ไว้ก่อนแล้วกัน
แต่หลังจากที่เรียนจบ ป.ตรี มา ผมก็ทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ของเว็บ Pantip.com ซึ่งก็ภูมิใจนะ ภูมิใจในแง่ที่ว่าเราเขียนโปรแกรมออกมาแล้ว มีคนไทยใช้งานโปรแกรมของเราตลอดทุกนาที ช่วงพีคๆ ก็ทุกวินาที ผมทำพันทิปจนอิ่มตัว ก็ลาออกมาทำอะไรกิ๊กๆ ก๊อกๆ ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่ แล้วก็หาเรื่องเรียนต่อโทตามที่แม่ปรารถนา ซึ่งผมเลือกเรียนด้าน Management และตอนนี้กำลังจะจบแล้ว เหลืออีกเทอมเดียว ซึ่งเทอมนี้จะต้องทำ Consultant Internship และผมก็ตัดสินใจจะทำกับเว็บพันทิป ด้วยความที่มองเห็นศักยภาพของเว็บนี้ว่าสามารถทำอะไรให้กับชุมชนชาวเน็ตได้อีกเยอะมาก
ถ้าถามผมว่าอนาคตผมอยากทำอาชีพอะไร? ตอนนี้ผมจะตอบว่า "ผมอยากเป็น CEO ที่ประสบความสำเร็จของบริษัทไอทีสัญชาติไทย"
3. ผมเคยเป็นตุ๊ด
อ่ะ... งง งงล่ะสิ สองเรื่องแรกบางคนอาจจะเคยรู้มาบ้างแล้วนะ แต่เรื่องนี้ไม่มีใครรู้แน่นอน
ตอน ป.1 ผมเป็นตุ๊ดครับ แต่เป็นเฉพาะท่าทางนะ จิตใจไม่ได้เป็นไปด้วย
เรื่องของเรื่องมันเกิดจากการที่ ป.1 ผมตัวเล็กครับ ผอมๆ แล้วเพื่อนมาแกล้งด้วยการจี้เอว ผมก็สะดุ้งสิ แต่ทีนี้การสะดุ้งของผมมันคงดูดีดดิ้นไปหน่อย เพื่อนเลยแซวว่าท่าทางเหมือนตุ๊ดเลย ผมก็พยายามปฏิเสธว่าไม่ใช่ แต่เพื่อนก็ยัดเยียดความเป็นตุ๊ดมาให้อีก สุดท้ายเลยขี้เกียจปฏิเสธ เป็นก็เป็นฟะ แล้วก็แกล้งเพื่อนกลับด้วยการทำท่าดีดดิ้นลูบคลำตัวเพื่อนให้สยิวกิ้วเล่น เพื่อนมันก็เลยคิดว่าผมเป็นตุ๊ดไปจริงๆ เลยซะงั้น
แต่เด็กก็คือเด็กแหละ ไม่นานก็ลืมเรื่องนี้แล้ว ผมก็ยังเป็นแมนเหมือนเดิม
ผมเคยเป็นเกย์
ตอนแรกว่าจะเอาไว้ข้อ 4 ซะหน่อย แต่พอดีมันเป็นมุกเดียวกัน ก็คือไม่ใช่เกย์จริงๆ อีกนั่นแหละ
ตอน ม.ปลาย ผมมีเพื่อนสนิทที่ขลุกอยู่ใน Brokeback เอ้ย ชมรมคอมพิวเตอร์ด้วยกัน ซึ่งเราสนิทกันมาก สนิทแบบผู้ชายๆ คุยเรื่องทะลึ่งตึงตังลามกได้แบบไม่ต้องเกรงใจกัน ทีนี้ภาพจากเพื่อนนอกชมรมคอมก็มองว่าเราสองคนเป็นคู่เกย์กันหรือเปล่าวะ ก็เลยสนองซะหน่อยด้วยการทำท่าทำทางกุ๊กกิ๊กกัน ซึ่งเพื่อนสนิทผมก็รับมุกพอกันเลย เล่นเป็นคู่ขาไปด้วย ซึ่งก็สร้างความฮือฮาพอสมควร แต่จริงๆ แล้วไม่มีอะไรนะครับ เป็นชายแท้ทั้งคู่ เพื่อนผมนี่มีหญิงเยอะด้วย ไปเรียนญี่ปุ่นแล้วมีสาวมาติดเพียบเลย ส่วนผมเองก็มั่นใจตัวเองว่าชอบผู้หญิง ชอบเรือนร่างเปลือยเปล่าของผู้หญิง ส่วนเรือนร่างผู้ชายนี่ไปไกลๆ เลย
4. การ์ตูนและของเล่นสุดโปรดในวัยเด็ก
รสนิยมของผมคงจะคล้ายๆ กับคนอื่นที่อยู่ในยุคเดียวกับผม คือชอบการ์ตูนเรื่องโดราเอมอนมากๆ สมัยที่ยังเรียนอยู่อนุบาล เวลาปิดเทอม พ่อจะพาผมไปฝากไว้ที่บ้านป้า ซึ่งมีย่าที่ไม่ได้ทำงานคอยเลี้ยงผมอยู่ ส่วนป้าผมทำงานเป็นครู ซึ่งป้าผมจะมีการ์ตูนเรื่องโดราเอมอนอยู่ที่บ้าน ผมก็เลยได้นอนอ่านทั้งวัน การ์ตูนเรื่องนี้ก็เป็นตัวจุดประกายความฝันที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ (เคมี) ในวัยเด็ก
มีคนเคยถามผมว่าตอนเด็กๆ เล่นของเล่นอะไร โตขึ้นมาถึงได้เป็นวิศวกร ตอนนั้นผมตอบว่าของเล่นสุดโปรดในวัยเด็กของผมก็คือตัวต่อเลโก้ จริงๆ แล้วก็มีเล่นอยู่ไม่กี่ชุดหรอก เพราะราคามันแพง และเป็นเลโก้ที่ซื้อมาจากสิงคโปร์ คือถ้าอยู่เมืองไทยพ่อแม่จะไม่ซื้อให้เล่นแน่นอน ผมก็เลยใช้วิธีไปซื้อที่สิงคโปร์ตอนที่ไปซัมเมอร์คอร์สตอน ป.5 วิธีการเล่นเลโก้ก็ผมก็คือการต่อครั้งแรกผมจะต่อตามแบบก่อน หลังจากนั้นก็จะเริ่มสร้างสรรค์ผลงานของตัวเอง พยายามต่อเป็นรูปอื่นๆ ดูบ้างตามแต่จินตนาการจะพาไป เล่นได้สักพักก็จะเริ่มเบื่อ แต่เลโก้ก็จะออกชุดใหม่ๆ มายั่วน้ำลายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะชุดเทคนิคที่มีมอเตอร์เป็นส่วนประกอบด้วย ผมเคยเห็นโบรชัวร์เลโก้ชุดที่เป็น Plotter ที่มี controller สามารถบังคับแขนกลไปตามแกน X-Y เพื่อให้วาดรูปลงบนกระดาษตามที่ต้องการได้ เห็นแล้วอยากได้มากๆ จนตอน ม.5 ก็ได้ไปสิงคโปร์อีกครั้ง เพราะน้องไปเรียนซัมเมอร์ ผมกับแม่ก็เลยหาเรื่องไปเยี่ยม ซึ่งผมก็ไปเดิน Toys"R"Us เพื่อหาซื้อเลโก้ แต่พอเห็นราคาชุดเลโก้ที่อยากได้แล้วก็ซื้อไม่ลง เลยไปซื้อชุดอื่นที่เล็กลง แต่ยังคงมีมอเตอร์เช่นเดิม เอากลับมาประกอบเล่นที่บ้านสนุกสนานมากมาย ถึงวันนี้เจ้าเลโก้ที่เคยสะสมไว้ไม่รู้อยู่ไหนแล้ว อาจจะยกให้ลูกพี่ลูกน้องไปเล่นต่อ หรือไม่ก็ยังวางตากฝุ่นอยู่ที่บ้านเก่า
5. ผู้มีอุปการะคุณทางธรรม
ในอดีตผมเคยเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เจสและมิงค์เข้าสู่แวดวงธรรมะ (ซึ่งผมก็จำไม่ค่อยได้แล้วว่าพาเข้ามายังไง) ก็เลยนึกไปถึงคนที่ชักชวนผมเข้ามาและจะขอเขียนถึงสักหน่อย (แบบนี้เรียก Dharma Tag ได้มั้ย? ชวนกันมาเป็นลูกโซ่เหมือนกันนะ)
นอกจากหลวงพ่อปราโมทย์และพี่ตุลที่ผมเขียนถึงบ่อยๆ แล้ว ผมยังมีผู้มีอุปการะคุณทางธรรมอีก 2 คน ที่อาจจะไม่ได้มีภูมิธรรมสูงในระดับสองท่านแรก แต่ก็ถือว่าเป็นกัลยาณมิตรที่พาผมเข้าสู่แวดวงธรรมะและยังคงเกื้อหนุนกันจนถึงทุกวันนี้
คนแรกก็คือป๋อง ซึ่งปัจจุบันเป็นหลวงพี่ป๋อง ผมเจอกับป๋องครั้งแรกที่ออฟฟิศพันทิป วันนั้นมีการประชุมผู้ถือหุ้นเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่จะเชื่อมโยงกับเว็บพันทิป โดยมีพี่บ๊อบเป็นผู้จัดการของบริษัทนี้ พี่บ๊อบได้พาป๋องเข้ามาแนะนำตัวกับผู้ถือหุ้น มาถึงแล้วป๋องก็เข้ามานั่งคุยกับผมเลย คงเป็นเพราะผมอยู่ในวัยเดียวกับป๋อง ขณะที่ผู้ถือหุ้นคนอื่นๆ เป็นผู้ใหญ่กันแล้วทั้งนั้น ภาพแรกที่ผมเห็นก็คือป๋องเป็น geek ด้านไอที มีความรู้เยอะมาก คุยด้วยแล้วผมรู้สึกเหมือนฟังไม่ค่อยเข้าใจอยู่บ่อยๆ ผมกับป๋องเคยมีผลงานร่วมกันในการพัฒนา MySQL ภาษาไทย
วันหนึ่งที่ผมเพิ่งอกหักครั้งแรกจากแฟนคนแรกได้ไม่นาน ป๋องรู้เข้าก็เลยชวนไปหาผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งท่านก็คือหลวงพ่อปราโมทย์ในปัจจุบัน ในตอนนั้นท่านยังเป็นฆราวาส ทำงานอยู่ที่องค์การโทรศัพท์ที่แจ้งวัฒนะ ป๋องพาผมไปตอนพักเที่ยงเพื่อไปคุยกับท่าน หนึ่งชั่วโมงในโรงอาหารของ TOT เป็นช่วงเวลาที่ผมไม่เคยลืมเลย ผมได้รู้จักพุทธศาสนาในแบบที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ได้รู้จักวิธีการปฏิบัติธรรมในแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน ได้รู้ว่าไอ้ที่เราเคยทรมานนั่งสมาธิเพ่งดวงแก้วในท้องสมัยอดีตมันไม่ถูกต้อง เพราะสิ่งที่ถูกต้องเป็นอะไรที่ไม่ทรมานเลย เบาสบาย ไม่เป็นทุกข์
ป๋องจึงเปรียบเสมือนผู้เปิดโอกาสให้ผมรู้จักพุทธศาสนาที่แท้จริง
ผู้มีอุปการะคุณทางธรรมคนที่สองก็คืออ้อ ผมรู้จักกับอ้อครั้งแรกทาง ICQ โดยที่อ้อเป็นคน add มา ซึ่งผมก็ไม่ค่อยได้คุยกับอ้อสักเท่าไหร่เนื่องจากไม่ค่อยพิสมัยกับการคุยกับคนที่ไม่เคยรู้จักหน้าค่าตาทางเน็ต
วันหนึ่งอ้อเล่าให้ผมฟังว่าเราสามารถไปพักปฏิบัติธรรมที่บุญญาวาสได้ ซึ่งตอนนั้นผมก็สนใจ เพราะเป็นช่วงอกหักครั้งที่สองจากแฟนคนแรก (เป็นประเภทเข้าหาธรรมเมื่อช้ำเพราะรัก) อ้อเลยบอกว่ากำลังจะขึ้นจากตรัง ไปสัมมนาที่พัทยา ผมก็เลยอาสาขับรถไปรับอ้อที่พัทยาก่อน แล้วให้อ้อนำทางไปบุญญาวาส
อ้อเป็นผู้หญิงที่มนุษยสัมพันธ์ดีมาก ทำให้คนคุยไม่เก่งอย่างผมมีคนคุยด้วยตลอดทาง และคุยเพลินจนเลยถนนเข้าบุญญาวาสไปเลย เลยไปจนเกือบจะถึงระยองอยู่แล้ว แต่ก็ไปถึงบุญญาวาสจนได้ ซึ่งในตอนนั้นพระอาจารย์ตั๋นมีกิจนอกวัด ก็เลยไม่ได้กราบท่าน แต่ก็ได้เดินดูในบริเวณวัด เดินดูกุฏิที่พักสำหรับฆราวาส ทำให้รู้สึกว่าเป็นวัดที่สัปปายะ เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมจริงๆ แต่ในวันนั้นยังไม่พร้อม เพราะผมเตรียมใจแค่มาดูลาดเลาก่อน ส่วนอ้อก็ต้องกลับลงใต้ตอนค่ำ
เมื่อมีโอกาส อ้อก็พามาพักปฏิบัติธรรมที่บุญญาวาสจริงๆ ทำให้ผมได้รู้ว่าการมีสติอยู่กับตัวเองเป็นวันๆ มันดีแบบนี้นี่เอง ดีจนรู้สึกไม่อยากกลับออกจากบุญญาวาสเลย
อ้อจึงเปรียบเสมือนผู้เปิดโอกาสให้ผมรู้จักกับสถานที่สำหรับหลบความวุ่นวายทางโลกเพื่อใช้ชีวิตในการเรียนรู้จิตใจตัวเอง