Freeze * Always 2 * Heiroku
ได้ข่าวเรื่องเกมหยุดโลกที่จะจัดขึ้นในประเทศไทยมาสักระยะหนึ่งแล้ว ต้นแบบของเกมนี้เกิดขึ้นในอเมริกา ที่สถานีรถไฟ Grand Central ใน New York เมื่อคนมากกว่า 200 คนที่เดินอยู่ในสถานีเกิดหยุดนิ่งไปซะเฉยๆ คนอื่นที่ไม่รู้เรื่องด้วยก็งงเป็นไก่ตาแตกว่ามันเกิดอะไรขึ้น
มีการถ่ายคลิปของกิจกรรมนี้โหลดขึ้น YouTube และเกิดกระแสการบอกปากต่อปากจนกลายเป็นคลิปที่มีการชมไปแล้วมากกว่า 10 ล้านครั้ง กระแสนี้กลายเป็นเทรนด์ที่ถูกนำไปเล่นในอีกหลายสิบประเทศทั่วโลก
และวันนี้ก็ถึงคิวของประเทศไทย
ก่อนหน้านี้ผมไม่แน่ใจว่าจะไปร่วมกิจกรรมนี้ดีหรือเปล่า เพราะเกรงว่าจะไม่รู้จักใคร แต่ อ.ศุภเดช แห่งแบไต๋ไฮเทค ซึ่งเป็นเพื่อนที่รู้จักมาตั้งแต่เล่นพันทิปด้วยกันมากว่าสิบปีบอกว่าจะไปร่วมงานนี้ด้วย ผมก็เลยตัดสินใจไป ซึ่งก็ไม่ผิดหวังจริงๆ เพราะเหมือนงานเลี้ยงรุ่นพันทิปเลย เจอคนเล่นยุคเก่าๆ เยอะมาก และตัวกิจกรรมก็สนุก ถ้าพลาดแล้วจะรู้สึกเสียดายเลย
ทีนี้คนที่จะไปเป็นนักแสดงในงานนี้ก็ต้องเตรียมตัวทำการบ้านไว้ อย่างแรกคือต้องคิดว่าตัวเองจะทำท่าทางยังไงขณะที่ฟรีซ ซึ่งท่าที่ดีก็คือท่าที่บ่งบอกได้ชัดเจนว่าตัวเองกำลังมี movement บางอย่างอยู่ แล้วจู่ๆ ก็ถูกหยุดไปเฉยๆ โดยที่ต้องไม่ overacting ด้วย ท่าที่ผมคิดเตรียมไว้ก็คือท่ากำลังดูดน้ำหรือกินไอศกรีม ซึ่งต้องไปลุ้นเวลาเล่นจริงว่าจะหา prop ประกอบการแสดงได้หรือเปล่า
การบ้านอย่างที่สองก็คือต้องฝึกทำท่านั้นให้ได้นาน 5 นาที ใครที่ใช้ท่าที่ต้องมองตรงไปข้างหน้า ก็ต้องฝึกไม่ให้ตัวเองขำถ้าเกิดมีใครมาสบตา ส่วนใครที่ใช้ท่าพิสดารหน่อย อย่างเช่นก้มเก็บของ ก็ต้องมั่นใจว่ากล้ามเนื้อของตัวเองทนได้นาน 5 นาที ตอนที่ฝึกอยู่ที่บ้าน ผมลองยืนนิ่งๆ หน้านาฬิกา ปรากฎว่าทำไปแค่ 2 นาทีก็ขี้เกียจแล้ว รู้สึกว่ามันนานจัง ก็เลยกะว่าไปลุ้นเอาดาบหน้าละกัน
พอมาถึงวันนี้ ก่อนที่จะระดมพลเพื่อตกลงเรื่องสถานที่และสัญญาณการฟรีซและหยุดฟรีซ ผมก็ไปซื้อการ์ตูนติดมือไว้เล่มนึง เผื่อว่าจะหาน้ำหรือไอศกรีมแถวสถานที่ฟรีซไม่ได้ ก็จะได้เปลี่ยนมาใช้ท่าฟรีซอ่านหนังสือแทน ซึ่งปรากฎว่ามีคนคิดจะใช้ท่านี้หลายคน ผมก็เลยคิดว่าจะไม่ใช้ท่าอ่านหนังสือ
หลังจากที่ตกลงเรื่องสัญญาณและเวลาฟรีซกันเรียบร้อยแล้ว ก็แยกย้ายกันไปและมาเจอกันอีกทีตอนบ่ายสี่โมงที่ Sky Walk เชื่อมจาก BTS สนามกีฬาไปสยาม ระหว่างนั้นก็ไปหาอะไรกินเล่นในมาบุญครอง ปรากฎว่าไปเจอแดรี่ควีนเข้า เลยตัดสินใจว่าจะทำท่ากำลังเดินกินไอศกรีม ซึ่งมีคนใช้มุกนี้ที่ Grand Central เหมือนกัน ที่นั่นอากาศหนาว แต่ที่นี่เมืองไทยตอนเดือนเมษา มันก็จะเป็น gimmick แบบหนึ่งก็คือคนฟรีซ แต่ไอศกรีมไม่ฟรีซ
ผมซื้อโอริโอบลิซซาร์ดเอาตอนนาทีสุดท้ายก่อนฟรีซ แล้วก็รีบวิ่งไปสถานที่แสดงเลย
สัญญาณเริ่มฟรีซคือเสียงจากพิคโคโร่ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีเป่าชนิดหนึ่ง พอเพลงดังขึ้นปุ๊บ ทุกคนก็หยุดนิ่ง ผมหยุดอยู่ในท่ามือซ้ายถือถ้วยไอศกรีม มือขวาถือช้อนที่มีไอศกรีมสีขาวๆ อยู่ ปากก็อ้าไว้นิดๆ ทุกอย่างรอบตัวหยุดนิ่งไปหมด จะมีก็แต่ช่างกล้องที่คอยเดินถ่าย และมีคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เดินมาบ้างประปราย
ระหว่างที่หยุดนิ่ง ปัญหาของผมก็คือเวลาที่มีกล้องมาถ่าย ผมจะเกิดอาการเกร็ง ตัวสั่น ซึ่งเสี่ยงที่จะหลุดฟรีซได้ แต่ก็พยายามควบคุมไว้ได้
ไม่ทันไรก็มีเสียงพิคโคโร่เลิกฟรีซดังขึ้น ทุกคนก็ทำกิจกรรมของตัวเองต่อจากเมื่อ 5 นาทีที่แล้ว ผมก็เอาไอศกรีมที่ละลายเป็นนมแล้วเข้าปาก จากนั้นก็เดินลงไปรวมตัวที่ชั้นล่างหน้าห้างโตคิว
ปรากฎว่ายังไม่สะใจครับ ส่วนตัวผมว่าคนที่สัญจรไปมาเห็นปรากฎการณ์หยุดโลกน้อยไปหน่อย เพราะทางเชื่อมตรงนั้นไม่ค่อยมีคนเดิน คนส่วนใหญ่ลงจาก BTS แล้วจะเลี้ยวเข้าห้างโตคิวเลย ถ้าจะเอาให้เจ๋ง ควรจะมีคนอื่นที่ไม่รู้อะไรเดินเคลื่อนผ่านคนที่ฟรีซอยู่ ซึ่งภาพจะออกมาสวยมาก
พอไม่สะใจก็เลยขออังกอร์ เอาอีก เอาอีก เลยสรุปกันว่าจะเล่นรอบสอง คราวนี้ที่ลานน้ำพุสยามพารากอนเลย คนเยอะดี เจอกันอีกทีตอนแดดร่มลมตกห้าโมงครึ่ง
รอบนี้ผมว่าจะใช้มุกเดิมคือกินไอศกรีม เพราะใช้รอบแรกแล้วคนทั่วไปไม่ค่อยเห็น คราวนี้เปลี่ยนยี่ห้อไอศกรีมเป็นของ Black Canyon ที่ขายตรง BTS สยาม หน้าทางเชื่อมเข้าสยามเซ็นเตอร์ ซื้อรสมะม่วงสีเหลืองอ๋อยแต่อร่อยมาก บอกให้พนักงานตักตรงข้างใต้ที่ยังแข็งๆ อยู่ให้ จะได้ไม่ละลายเร็ว
สัญญาณสำหรับฟรีซและหยุดฟรีซคราวนี้คือการตะโกนเรียกชื่อคน ซึ่งมีข้อเสียอยู่เหมือนกันตรงที่ผู้แสดงกลัวว่าจะไม่ได้ยินสัญญาณ ทุกคนก็เลยมาออรวมกันหมด แทนที่จะต่างคนต่างมาจากคนละที่ เลยดูไม่ค่อยเนียนเท่าไหร่
พอผู้ให้สัญญาณตะโกนเรียกชื่อคนขึ้นมาปุ๊บ ทุกคนก็หยุดนิ่งอีกครั้ง ผมใช้ท่าตักไอศกรีมเข้าปากเหมือนเดิม คราวนี้ข้างหน้าผมมีครอบครัวฝรั่งพ่อแม่ลูกสาว ขอบอกว่าท่าเจ๋งมากๆ คนพ่อยืนมองเฉยๆ แต่คนแม่ทำท่ากำลังใส่แว่นตาค้างอยู่ ส่วนคนลูกก้มลงเก็บกระดาษที่พื้น แล้วก็ก้มค้างอยู่อย่างนั้น 5 นาที เทพมาก!
ฟรีซรอบนี้สนุกและเต็มอิ่มครับ เนื่องจากได้เห็นสีหน้าของคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่หันมามองกันใหญ่เลย มีคนแซวผมด้วยว่าไอศกรีมละลายแล้ว บนชานชาลา BTS สยาม มีคนที่ยืนรอรถไฟฟ้ามองลงมาเพียบเลย ได้ข่าวมาว่าบางคนไม่ยอมขึ้นรถเพราะจะรอดูว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น
รอบนี้ผมไม่เกร็งเวลาถูกถ่ายรูปแล้ว เริ่มเชี่ยว
5 นาทีผ่านไปอย่างรวดเร็วอีกครั้ง เกมหยุดโลกจบลงด้วยความสนุกสนาน ในวันสองวันนี้คงจะมีคลิปที่สมบูรณ์แบบออกมาให้ดูกัน ส่วนตอนนี้ลองดูบล็อก รูปภาพ และคลิปที่แต่ละคนถ่ายไว้ที่รวมลิงก์สรุปผล
และดูเรื่องราวทั้งหมดกว่าจะเป็นงานนี้ได้ที่ viralthai.ning.com
จริงๆ แล้วฟรีซวันนี้ไม่ใช่ครั้งแรกของประเทศไทย เพราะมีการจัดไปก่อนหน้านี้แล้วเมื่อวันวาเลนไทน์ปีนี้ โดยจัดที่โรงอาหารใน ม.เกษตร ซึ่งผมว่ามีการเตรียมการได้ดีมาก กล้องก็ถ่ายออกมาได้ดี ตัดต่อดี นักแสดงก็เตรียมท่าได้ดี ลองดูจากคลิปเองครับ โรงอาหารบาร์ใหม่ โรงอาหารคณะวิทยาศาสตร์
***
หลังจากภารกิจหยุดโลกเสร็จสิ้นลงก็รีบชิ่งไปดู Always 2 ที่ลิโด้ต่อเลย ไม่รู้ว่าจะยืนโรงฉายได้อีกนานแค่ไหน พอมีโอกาสมาแถวสยามก็เลยถือโอกาสไปดูซะเลย ใครไม่อยากถูกสปอยก็ข้ามไปอ่านเรื่องกินด้านล่างเลยละกัน
ตอนที่ดู Always ภาคแรก ผมดูในโรงสองรอบกับเพื่อนสองกลุ่ม รอบแรกดูกับกลุ่มไซเล้ง ดูแล้วประทับใจมากๆ รอบสองเลยลากเพื่อน ป.โท มาดูด้วย พอดีวีดีออกก็ซื้อมาดูอีกหลายรอบ และก็ยังซึ้งกับฉากแหวนล่องหนทุกครั้งที่ดู
มาถึง Always 2 ซึ่งเป็นเหตุการณ์หลังจากภาคแรก 4 เดือน เด็กๆ ในเรื่องอย่างจุนโนะสุเกะหรืออิปเปคุงดูโตขึ้นนิดนึง จุนโนะสุเกะพูดเก่งขึ้นด้วย จากที่ภาคแรกดูเป็นเด็กเนิร์ดหงิมๆ
ในภาคแรกเราได้เห็นความรักในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะรักแบบชายหญิง รักแบบแม่ลูก รักแบบนายจ้างลูกจ้าง รักแบบคนที่สูญเสียครอบครัวไปกับสงคราม และรักแบบน้าหลานที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกันเลย
แต่ในภาคนี้ ดูเหมือนว่ารูปแบบของความรักจะแคบลง คือเป็นความรักแบบชายหญิงซะเป็นส่วนใหญ่ เพียงแต่เป็นความรักที่หลากหลายวัย เรื่องราวของเรียวโนะสุเกะกับฮิโรมิและแหวนล่องหนก็ยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งเป็นความรักของวัยผู้ใหญ่ ส่วนวัยรุ่นอย่างโรขุจังก็เริ่ม Seasons Change แม้แต่เด็กอย่างอิปเปยังมีแฟนฉันเลย
ถ้าพูดถึงเรื่องประเด็นความรัก ผมว่าภาคนี้สู้ภาคแรกไม่ได้เลย ภาคแรกมีซีนเรียกน้ำตาหลายซีน แต่ทุกอย่างในภาคนี้เชื่อมโยงกับแหวนล่องหนเพียงอย่างเดียว
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมรู้สึกว่ามันเยอะไปหน่อยก็คือฉากซูซุกิออโต้โมโหจนแปลงร่างเป็นซุปเปอร์ไซย่า ผมคิดว่าผู้กำกับคงคิดว่าคนดูสนุกเวลาที่ซูซุกิของขึ้น ก็เลยเอาฉากแบบนี้ใส่เข้ามาในภาคสองเยอะ พอใช้มุกซ้ำๆ ก็จะเกิดความรู้สึกว่า "เอาอีกแล้ว"
แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้เป็นเหตุผลว่าคนที่ดูภาคแรกมาแล้วไม่ควรดูภาคนี้นะ ผมว่ายังไงก็ยังน่าดูอยู่ดี เพราะถ้ามีความผูกพันกับตัวละคร มีความรู้สึกโหยหาอยากรู้ว่าพวกเขาเหล่านั้นดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไรหลังจากจบภาคแรก ก็ควรจะดูภาคสองอย่างยิ่ง เพราะแม้แต่คนขายน้ำแข็งก้อนสำหรับใส่ในตู้แช่เย็นที่ต้องเผชิญกับเทคโนโลยีใหม่อย่างตู้เย็นที่เข้ามาแทนที่ ก็มีวิถีทางทำมาหากินเส้นใหม่อยู่ด้วยเหมือนกัน
ผมคิดว่าสองภาคก็น่าจะสมบูรณ์แล้วสำหรับหนังเรื่องนี้ ไม่มีความรู้สึกค้างคาอยากติดตามต่อเหมือนในภาคแรกแล้ว ตัวละครทุกคนมีวิถีทางที่ชัดเจน และเรื่องก็จบลงอย่างน่าสุขใจ
***
ดูหนังจบไปกินซูชิร้าน Heiroku ที่ Central World ชั้น 7 เป็นร้านที่ขายแบบซูชิบาร์โดยคิดราคาเป็นจาน มีตั้งแต่ 29 บาท ไปจนถึง 119 บาท ขึ้นกับว่าสิ่งที่เอามาทำเป็นหน้าซูชิคืออะไร
จุดเด่นของร้านนี้คือขนาดของเนื้อสัตว์ที่ใหญ่มากแปะอยู่บนข้าว อย่างแซลมอนชิ้นนึงยาว 4 นิ้วเห็นจะได้ กินแล้วสะใจมาก หรือแซลมอนย่างก็หอมกลิ่นไหม้นิดๆ กัดแล้วรู้สึกได้ถึงไอความอร่อยที่ตลบอบอวลอยู่ในปาก
ของหวานของที่นี่ก็อร่อย เต้าหู้หวานราดด้วยสตรอเบอรี่ หรือบลูเบอรี่ หรือมะม่วง พูดถึงเต้าหู้แล้วบางคนรู้สึกว่ามันน่าจะเป็นของคาวมากกว่าของหวาน แต่เต้าหู้ที่นี่กินแล้วก็เหมือนพุดดิ้ง ขาวๆ นุ่มๆ เย็นๆ หอมกลิ่นดอกไม้ด้วย เรียกได้ว่าเป็นของหวานที่เหมาะกับหน้าร้อนสุดๆ
กินแบบเกือบๆ จะอิ่ม (เพราะเพื่อนที่มาด้วยอิ่มไปซะก่อน) ออกไปเช็คบิล โดนไป 923 บาท ตกใจเลย นี่เป็นเพราะไปหยิบจานแปลกๆ ที่ราคาแพงๆ มาลองชิมเยอะไปหน่อย
ถ้ามากินอีกทีจะหยิบแต่จาน 29 กับ 39 บาทมากินนะเนี่ย ลองพวกแปลกๆ พอแล้ว
วันนี้ไดยาวมากเลย :D
ไว้รอบหน้าจะแข็งบ้าง
ทำงานเก็บเงินเยอะๆ..
แล้วมาสู่ขอออยนะ..
5555555555555
Always การ์ตูนต้นฉบับมันยาวมากหลายสิบเล่มเลยนะ
แปลว่าหนังภาคสองมันยังมีต่อภาคสามใช่ป่าวอ่ะ